ข้อเท็จจริง

สมัยก่อนเราจะได้ยินว่าหากกินเหล้ามาก ๆ จะเป็นตับแข็ง แล้วยังเชื่อว่าเป็นตับแข็งแล้วจะเป็นโรคมะเร็งตับ หรือบางคนกลับเข้าใจไปว่าเป็นโรคเดียวกันด้วยซ้ำไป ปัจจุบันคนไทยอาจดื่มเหล้าลดลง ทำให้คนที่เป็นโรคตับแข็งจากการดื่มเหล้าก็พบได้น้อยลงไปด้วย แต่เมื่อไม่นานมานี้เองผมพบคนไข้คนหนึ่งที่ตับอักเสบจากการกินยาดอง หรืออาหารหมักดองเกือบทุกวัน จนกระทั่งมีตับแข็งระยะเริ่มต้น และตรวจพบก้อนเนื้อที่อาจเป็นมะเร็งตับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้เราไม่ได้กินเหล้า แต่หากกินอาหารที่มีส่วนผสมของเหล้า หรือแอลกอฮอล์ติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้ตับทำงานหนักทุกวันจนเป็นตับแข็งและมะเร็งได้ แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การที่เราเป็นโรคตับอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่นชนิด B และชนิด C (B พบได้บ่อยกว่า) ส่วนมากมักได้รับเชื้อจากคุณแม่ตั้งแต่ที่เราคลอด หรืออาจติดจากสามี – ภรรยา หรือแฟนเรานั่นเอง ในสมัยก่อนที่การบริจาคเลือดไมได้มีการตรวจสอบเชื้อได้ดีอย่างในปัจจุบัน ทำให้มีเลือดของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ติดต่อกันจากการให้เลือดได้ แต่ในปัจจุบันสามารถคัดกรองได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราอาจจะพอสังเกตได้ว่า ไวรัสตับอักเสบ B, C สามารถติดต่อได้เหมือโรคเอดส์นั่นเอง แต่ที่สำคัญคือ มันติดต่อได้ง่ายกว่า คือเปอร์เซ็นต์ที่ได้รับเชื้อแล้วจะเป็นโรคจะมีสูงกว่า ทีนี้เมื่อเราได้รับเชื้อเข้าไปในเลือดแล้ว เชื้อไวรัสจะไปรวมตัวที่ตับทำให้ตับอักเสบ ส่วนจะมีอาการของโรคตับอักเสบหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน (ใครต้องการดูรายละเอียดเรื่องนี้ ลองเข้าไปดูที่ www.loveliver.net) บางคนแทบไม่มีอาการเป็นแล้วหายเอง และมีภูมิต้านทานในตัว แต่บางคนเป็นแล้วเชื้อไม่หายไปจากตัว กลายเป็นชนิดเรื้อรัง หรือเป็นพาหะติดต่อผู้อื่นได้ พอตับอักเสบนานๆเข้า เป็น 10-20 ปี ก็ทำให้เซลตับเป็นพังผืด เหี่ยวลง จนอาจกลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งบางเซลในล้าน ๆ เซล อาจพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้ แต่ก็มีเหมือนกับประเภทที่เป็นตับอักเสบ แต่ไม่มีตับแข็ง แล้วกลายเป็นมะเร็งตับได้เช่นกัน คนที่มีไขมันพอกในตับมากๆ (Fatty liver) โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานบางคน ปัจจุบันถือว่า เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งได้เหมือนกัน อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ เรื่องการตรวจตับด้วยอัลตราซาวด์ หรือตรวจเลือดหามะเร็งตับตามความเหมาะสมด้วย ภาพคิดเก่า ๆ ที่ว่า คนเป็นโรคตับแข็ง เป็นมะเร็งตับ จะต้องมาด้วยท้องโต ท้องมาน ตัวเหลือง ตาเหลืองอะไรแบบนั้น กลับพบได้น้อยลงมากในปัจจุบัน เหตุเพราะว่า เมื่อเรารู้ว่าไวรัสตับอักเสบเป็นสาเหตุสำคัญของการเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับ จึงทำให้ทั้งวงการแพทย์ และประชาชนทั่วไปมีความตื่นตัวเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น มีการตรวจเลือดเพื่อตรวจหาไวรัสตับอักเสบกันมาก มีการฉีดวัควีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบีกันมากขึ้นเช่นกัน ยิ่งเมื่อพบว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรังก็ยังสามารถให้ยาบางชนิดรักษาได้อีกด้วย ดังนั้น ในระหว่างที่มีการตรวจรักษาดูแลเรื่องไวรัสตับอักเสบหรือโรคตับแข็ง แพทย์ก็มักจะตรวจเช็คเรื่องของมะเร็งตับไปด้วย ซึ่งหากผู้ป่วยคนไหนโชคไม่ดี การตรวจพบหรือสงสัยมะเร็งตับ แต่ก็ยังมีความโชคดีอยู่ตรงที่ในระยะนี้จะตรวจพบมะเร็งที่มีขนาดเล็กหรือมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ดังนั้นผู้ป่วยในระยะนี้มักจะไม่มีอาการทางกายที่ชัดเจนมากนัก อาจเรียกว่าไม่มีอาการเลยก็ว่าได้ โอกาสในการรักษาโรคมะเร็งตับที่มีขนาดเล็ก ให้หายหรือได้ผลดีจึงมีค่อนข้างสูง แต่เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นแล้ว อาจส่งผลแสดงอาการต่าง ๆ ได้เช่น ปวด แน่นท้องบริเวณด้านขวาบน หรือหากเป็นก้อนตรงตับกลีบซ้าย อาจมีอาการบริเวณลิ้นปี่ อาจมีอาการเหม็นเบื่ออาหาร ทานไม่ค่อยได้  ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักลดลงโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจมีอาการเกี่ยวการย่อยอาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เพราะเคมีน้ำดีในตับบกพร่อง คนที่ก้อนโตมากขึ้น อาจคลำก้อนได้บริเวณใต้ชายโครงขวา รู้สึกท้องโต แน่นตึง บางคนอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีน้ำไปที่ช่องท้องที่เรียกว่า ท้องมาน เกิดขึ้นได้หากก้อนลุกลามมาก แต่อาการเหล่านี้บางครั้ง อาจเกิดจากภาวะตับแข็งเฉย ๆ โดยที่ยังไม่ได้เป็นมะเร็งก็ได้ เมื่อเห็นแบบนี้แล้วคงเข้าใจกันใช่ไหมว่า ถ้าจะโชคร้ายเป็นมะเร็งตับ ก็ขอให้ตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นการไปปรึกษากับหมอทันที หากเรามีอาการแปลกๆข้างต้น หรือหากเราเป็นไวรัสตับอักเสบ หรือสงสัยว่าจะเป็น คงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดครับ

การคัดกรอง

แบ่งได้เป็นกรณี คือ กรณีที่ยังไม่มีอาการใด ๆ แต่อาจมีปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิด B หรือ C เรื้อรัง เป็นโรคตับจากสาเหตุต่าง ๆ มีประวัติคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่น้องเป็นมะเร็งตับ อีกกรณี คือ เมื่อสงสัยว่ามีอาการจากโรคมะเร็งตับแล้ว คลำได้ก้อน ตรวจพบค่าเลือดผิดปกติ

  • การตรวจกรณียังไม่มีอาการใด หรือการตรวจคัดกรอง (Screening) มักจะใช้วิธีการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องท้อง ซึ่งจะมีการตรวจดูตับเป็นหลัก อัลตราซาว์ดเป็นการใช้คลื่นเสียงในการตรวจ จึงไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังใช้การตรวจเลือดเพื่อหาระดับของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า AFP (alphafetoprotein) ซึ่งมีโอกาสจะตรวจพบสูงกว่าปกติ ในมะเร็งตับได้สูงถึง 40% การตรวจคัดกรองนี้ แนะนำให้ทำปีละ 2 ครั้ง
  • การตรวจกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับ มักจะใช้การตรวจเริ่มต้นด้วย อัลตราซาว์ดและตรวจเลือดดูระดับ AFP เหมือนกัน แต่จะมีการตรวจละเอียดเพิ่มเติมด้วยการใช้ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือบางครั้งอาจใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน เช่น สามารถบอกขนาด รูปร่าง จำนวน ปริมาณเลือดที่มาเลี้ยง การกัดกินอวัยวะข้างเคียง การกินเข้าในหลอดเลือดดำ หรือกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ต่อมหมวกไต ปอด หรือกระดูกได้ เมื่อแพทย์มั่นใจแล้วว่าเป็นโรคมะเร็งตับ ก็อาจมีการตรวจอวัยวะอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะที่สำคัญ เช่นการเอกซเรย์ปอด และการสแกนกระดูก (Bone Scan)
อย่างไรก็ตาม การตรวจที่แน่นอน และเชื่อถือได้ 100% คือการตรวจชิ้นเนื้อตรงตำแหน่งก้อนเนื้อโดยตรง เราเรียกวิธีนี้เป็นภาษาแพทย์ว่า Biopsy

การวินิจฉัย

หากเพียงท่านมีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งตับ ขอให้อย่าพึ่งตื่นตระหนก เพราะส่วนมากแล้วมักจะไม่มีอาการของโรคมะเร็งตับจริง ๆ ขอให้ท่านไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ระบบทางเดินอาหาร (ซึ่งจะดูแลเรื่องโรคตับด้วย) อายุรแพทย์ทั่วไป ศัลยกรรม อายุรแพทย์โรคมะเร็ง หรือรังสีแพทย์ด้านมะเร็ง ท่านอาจไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งอาจเป็นโรงพยาบาลทั่วไป (ระดับจังหวัด) โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลเอกชนก็ได้ แต่หากท่านได้รับการตรวจยืนยันจากแพทย์มาแล้วว่า ท่านเป็น หรือมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งตับ (ซึ่งอย่างน้อยการวินิจฉัยต้องมาจากการตรวจเลือดพบระดับ AFP ในเลือดสูง หรือแน่นอนที่สุด คือการตรวจชิ้นเนื้อ ยืนยันว่าเป็นมะเร็งตับ) และคิดว่าจำเป็นต้อง เข้ารับการรักษา ท่านควรที่จะพบแพทย์ ในโรงพยาบาล มีความพร้อมในหลายด้าน คือควรเป็นโรงพยาบาลที่มี อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร มีอายุรแพทย์ด้านมะเร็ง มีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดตับ และมีรังสีแพทย์ที่เชี่ยวชาญการรักษาโรคมะเร็งตับ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องไปพบแพทย์ทีโรงพยาบาลที่มีความพร้อมจริง ๆ ซึ่งไม่เพียงแค่ด้านบุคลากร แต่ต้องมีความพร้อมด้านเครื่องไม้เครื่องมือด้วย

การรักษา

  • การผ่าตัดรักษามะเร็งตับ
การรักษามะเร็งตับมีหลายวิธี ตามเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า มะเร็งตับอาจหมายถึงมะเร็งที่อื่นชึ่งกระจายมาที่ตับ หรือเป็นมะเร็งท่อน้ำดีซึ่งพบในตับได้ ทั้ง 2 กรณีนี้ มีวิธีการรักษาที่อาจแตกต่างกันออกไปจากมะเร็งของเซลล์ตับที่เราจะกล่าวถึง เนื่องจากมะเร็งของเซลล์ตับมักเกิดจากการที่มีเซลล์ตับแข็งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการรักษาจึงเกิดขึ้นอยู่กับว่า ตับของเรามีสภาพตับแข็งมากเพียงใด การมีตับแข็งอยู่เป็นจำนวนมากจึงส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรงนัก อาจมีปัญหาตั้งแต่การขาดสารอาหาร การขาดโปรตีน ภูมิต้านทานโรคไม่ดี มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด เลือดออกง่าย บางคนอาจมีท้องโต ท้องมานตัวเหลือง มีเลือดออกในหลอดอาหาร อาการเหล่านี้ส่งผลให้การรักษามีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผ่าตัดอาจทำได้เพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ในผู้ป่วยมะเร็งตับ สาเหตุส่วนหนึ่ง คือ สภาพตับแข็งนั่นเอง เพราะถ้าตัดไปแล้ว ตับที่เหลืออยู่อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายทนอยู่ได้ การผ่าตัดจึงเหมาะสมกับผู้ป่วยมะเร็งตับที่ไม่เป็นตับแข็ง และมีก้อนเนื้อขนาดไม่ใหญ่เกินไป ไม่มีการกัดกินหลอดเลือดดำ และไม่มีการกระจายออกไปนอกตับ เวลาจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดเราจะไม่เพียงแค่พิจารณาว่าจะผ่าเอาก้อนเนื้อออกสำเร็จหรือไม่ แต่จะต้องดูว่าได้ประโยชน์อะไรจากการผ่าเอาก้อนเนื้อออก การศึกษาในอดีตมีส่วนช่วยได้มาก และสามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ป่วยเปอร์เซ็นต์ไม่มากนักที่ผ่าตัดแล้วดีกว่าการรักษาอื่นๆจริง นอกจากนี้ก่อนผ่าตัด เราจะต้องพิจารณาเรื่อง ความเสี่ยงขอการดมยาสลบ การพักฟื้นจากการผ่าตัด โรคประจำตัวต่าง ๆ ค่าใช้จ่าย และประสบการณ์หรือฝีมือของแพทย์ผู้ผ่าตัดด้วย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ศัลยแพทย์ทุกคนจะผ่าตัดได้ แพทย์ผ่าตัดตับมีจำนวนน้อย และประสบการณ์ก็แตกต่างกัน
  • การรักษามะเร็งด้วยเข็มความร้อน (RF)
ก้อนเนื้อหรือมะเร็งตับ ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะตับแข็ง หรือภาวะตับอักเสบร่วมด้วย การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่ คือ การรักษาผ่านหลอดเลือดโดยการให้ยาเคมี และสารอุดกั้นหลอดเลือด ปัจจุบันการรักษาก้อนเนื้อ หรือมะเร็ง ตับที่มีขนาดเล็กกว่า 4-5 เซนติเมตร ที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เราจะใช้วิธีการรักษาที่เรียกว่า RF ซึ่งเป็นการสอดเข็มขนาด เล็กเข้าไปในตับเพื่อให้ปลายเข็มวางอยู่ตำแหน่งของก้อนเนื้อ โดยอาศัยการนำทางด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรืออัลตราซาวนด์ จากนั้นจะให้พลังงานที่เรียกว่า RadioFrequency (RF) ผ่านเข็มเข้าสู่ก้อนเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนภายในตัวก้อนเนื้อโดยจะได้รับ อุณหภูมิสูงเกือบ 100 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที (ขึ้นกับขนาดและจำนวนของตัวก้อนนั้น) วิธีการนี้ก็เปรียบเสมือนการ เผาก้อนเนื้อในตับนั่นเอง ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื้อตับส่วนดีน้อยที่สุด การรักษาด้วยวิธี RF มีข้อดี คือ ไม่ต้องผ่าตัด เพียงแต่ใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือใช้ยานอนหลับในปริมาณเล็กน้อย ใช้เวลาพักฟื้นในโรง พยาบาล 1-2 วันเท่านั้น ปัจจุบันใช้ในการรักษามะเร็งตับ มะเร็งชนิดอื่นที่แพร่กระจายมาที่ตับ หรือกระทั่งมะเร็งปอดในบางกรณี การรักษาด้วยวิธี RF ที่ทันสมัยนี้เกิดขึ้นแล้วที่โรงพยาบาลวัฒโนสถ ด้วยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ประกอบด้วย รังสีแพทย์ ร่วมกับแพทย์มะเร็งวิทยาและแพทย์ระบบทางเดินอาหาร การรักษาด้วยวิธี RF เป็นการใช้เข็มสอดผ่านผิวหนังเข้าไปในเนื้อปอดตรงบริเวณที่เป็นก้อนเนื้อโดยอาศัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นตัวนำทาง โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือฉีดยานอนหลับร่วมด้วยจากนั้นจะทำให้พลังงาน RF ทำให้เกิดความร้อนซึ่งมีผลให้ก้อนมะเร็ง ตายลงทันที การรักษาวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อที่ปอด ซึ่งอาจเกิดจากมะเร็งปอดเอง หรือมะเร็งอื่นที่กระจายมาที่ปอด ซึ่งขนาดไม่เกิน 4 เซนติเมตร และไม่เกิน 3 จุด ที่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธี RF อาจเป็นการรักษาร่วมกับ การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การฉายแสง หรือการให้ยาเคมีบำบัด
  • การรักษามะเร็งตับด้วยวิธีผ่านหลอดเลือด
โรคมะเร็งตับส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ มีผู้ป่วยเพียง 10 – 20% เท่านั้นที่มีโอกาสเข้าสู่การการผ่าตัด หรือการเปลี่ยนตับ หากก้อนเนื้อมีขนาดเล็กกว่า 4 – 5 ซ.ม. เราสามารถใช้วิธีการฝังเข็มความร้อนที่เรียกว่า RF (ดูรายละเอียดในบริการทางการแพทย์หัวข้อ RF) แต่หากก้อนมีขนาดมากกว่านั้น หรือมีจำนวนหลายก้อน เราจะใช้วิธีการที่เรียกว่า TOCE ซึ่งเป็นวิธีการไม่ผ่าตัดเช่นกัน แต่เป็นการสอดท่อเล็ก ๆ ที่เรียกว่า สายสวน (Catheter) นั่นเอง ความหมาย : เมื่อแพทย์ได้เลือกวิธีการรักษาด้วยวิธีผ่านหลอดเลือดแสดงว่าท่าน หรือผู้ป่วยได้รับโอกาสที่ดีในการเข้ารับการรักษา เนื่องจากผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่มีโอกาสที่จะรักษาได้เลย วิธี TOCE เป็นวิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัด แต่เป็นการใส่อุปกรณ์การแพทย์ที่เรียกว่า สายสวนหลอดเลือดเข้าไปในร่างกายผ่านหลอดเลือดแดง และให้ยารักษาก้อนเนื้อตับ เฉพาะตรงจุดที่เป็นโรคและมีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อยมาก การเตรียมตัว : ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ผู้ป่วยเข้ามารับการเตรียมตัวที่โรงพยาบาล จะต้องมีการงดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จะมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูความพร้อมของตับไต และการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและเกล็ดเลือด ผู้ป่วยจะได้รับน้ำเกลือ และอาจได้รับเลือดในบางกรณี พยาบาลจะทำการโกนขนบริเวณขาหนีบตรงจุดที่จะมีการฉีดยาชา และใส่สายสวน และจะฉีดยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วยก่อนการรักษา หากท่านเคยแพ้ยาหรือแพ้อาหารทะเล โปรดแจ้งกับแพทย์หรือพยาบาลทุกครั้ง การรักษาด้วยวิธีนี้ ส่วนมากจะมีอาการเจ็บปวดน้อยมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดมยาสลบแต่อย่างใด ท่านอาจได้รับเพียงยาแก้ปวดหรือยานอนหลับก่อนเวลารักษาเท่านั้น วิธีการรักษา : ท่านจะถูกส่งตัวไปยังห้องตรวจเอ็กซ์เรย์หลอดเลือด ซึ่งเป็นห้องที่สะอาดไร้เชื้อ ภายในห้องจะมีเครื่องเอ็กซ์เรย์หลอดเลือดที่มีลักษณะเป็นตัว Cขนาดใหญ่ เมื่อแพทย์ทำความสะอาดด้วยวิธีไร้เชื้อแล้ว แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ ที่ขาหนีบด้านขวา จากนั้นจะทำการใส่สายสวนขนาดเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มม.) เข้าไปในหลอดเลือดแดง และจะใช้วิธีการเอ็กซ์เรย์หลอดเลือดช่วยในการนำทางสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงของตับ และเมื่อตรวจพบเส้นเลือดที่ผิดปกติ แพทย์จะฉีดยาที่มีส่วนผสมพิเศษ ซึ่งจะจับตัวอยู่เฉพาะที่ และสามารถทำให้ก้อนเนื้อย่อตัวลง จากนั้นทำการฉีดสารอุดกั้นหลอดเลือด เพื่อลดปริมาณเลือด (ซึ่งก็คือ สารอาหารและออกซิเจน) ที่จะไปเลี้ยงก้อนเนื้อ เมื่อให้ยาเสร็จแล้ว แพทย์จะดึงสายสวนออกจากร่างกาย และกดตรงบริเวณขาหนีบประมาณ 10 นาที ซึ่งแผลจากการตรวจจะมีขนาดเล็กมาก และไม่มีรอยเย็บแต่อย่างใด การปฏิบัติตัวหลังการตรวจ : ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้นอนอยู่บนเตียง และเหยียดขาด้านที่มีรอยใส่สายสวน เป็นเวลา 6 ชั่วโมง อาจได้รับอนุญาตให้รับประทานน้ำ และอาหารได้หากไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน การปัสสาวะ และอุจจาระ ยังคงต้องทำบนเตียงในระหว่าง 6 ชั่วโมงนั้น พยาบาลจะเปลี่ยนผ้าพันแผล บริเวณขาหนีบให้ในวันรุ่งขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการปวดแผลหรือปวดท้อง สามารถขอยาจากเจ้าหน้าที่พยาบาล ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ ซึ่งถ้ามีอาการมากสามารถขอยาแก้คลื่นไส้อาเจียนได้ ผลข้างเคียงจากการรักษา : ส่วนมากแล้วค่อนข้างปลอดภัย ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยได้แก่ อาการไข้หลังการรักษา 1 – 2 วัน ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 40 อาจมีอาการจุกแน่นบริเวณช่องท้องข้างบน ในบางรายอาจมีอาการปวดบวมบริเวณขาหนีบ บริเวณที่มีการใส่สายสวน ซึ่งมักจะหายได้เองในสัปดาห์แรก ต้องทำบ่อยแค่ไหน : โดยเฉลี่ยจะทำการรักษา 2 หนห่างกัน 1 เดือน โดยก่อนการรักษาครั้งที่ 2 จะมีการตรวจเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อประเมินการตัดสินใจ และอาจมีการใช้วิธีการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การใช้เข็มความร้อน RF
  • การรักษามะเร็งตับด้วยการฉีดสารกัมมันตภาพรังสี
เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่ เหมาะสมกับมะเร็งตับที่มีการรุกลามเข้าไปในหลอดเลือดดำของตับ (แต่การทำงานของตับยังพอใช้ได้อยู่) หลักการรักษาคล้ายกับการทำTOCE หรือ TACE คือมีการสอดสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงของตับที่เลี้ยงก้อนเนื้อ แล้วทำการฉีดสารกัมมันตภาพรังสีที่เรียกว่า Yttrium (ยิตเทรียม)เข้าไป ซึ่งสารดังกล่าวจะเปล่งรังสีชนิดเบต้า ตรงก้อนเนื้อและออกฤทธิ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นจะสลายตัวไปเอง ไม่มีการตกค้างอยู่ในร่างกาย การรักษาวิธีนี้บางคนอาจเรียกว่า Radioembolization หรือ SIRT (Selective internal Radiation therapy) ซึ่งอาจมีราคาค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องนำเข้าสารกัมมันตภาพรังสี และอุปกรณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำเข้ามาฉีดให้ผู้ป่วยเป็นรายๆไป ขั้นตอนการทำมีความยุ่งยากมากกว่าการรักษา TOCE โดยเฉพาะต้องมีการตรวจโดยการฉีดสีดูเส้นเลือดตับและทดสอบว่าสามารถทำการรักษาได้โดยไม่มีผลข้างเคียง เมื่อแน่ใจแล้วจึงจะมานอนโรงพยาบาลอีกครั้งในสัปดาห์ต่อมาเพื่อทำการรักษา ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นใส้ อาเจียนใน1-2 วันแรกหลังการรักษา ส่วนผลการรักษาใกล้เคียงกับการรักษาด้วย TOCE แต่สามารถทำได้ในกรณีทีโรคได้กินเข้าในหลอดเลือดดำแล้ว ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยวิธี TOCE ได้

ผู้เขียน

รศ.นพ.คมกริช  ฐานิสโร Intervention Radiologist www.drkomgrit.com